English





ปี 58 ต่างชาติจ่อซื้อประกันฝุ่นตลบ คปภ.ชี้นาทีทองรายเล็กหาทุนใหญ่


                คปภ.ชี้ปี 58 ฝุ่นตลบประกันรวมกิจการ รายเล็กดิ้นหาทุนใหญ่ รับมือกฎเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำ 500 ล้านใน 5 ปี ต่างชาติจ้องช็อป ระบุ บ.ประกันไทย 50% เสี่ยงไปไม่รอด ฟาก "สามัคคีประกันภัย" ลั่นเอซกรุ๊ปเข้ามาหนุนรับงานลูกค้ารายใหญ่ ปั๊มกำไรโต "กรุงเทพประกันภัย" พร้อมซื้อ-ถือหุ้นบริษัทอื่น

                นายอำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการสายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบการตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า จากกฎการเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำของบริษัทประกันภัยไทย โดยเฉพาะประกันวินาศภัย เพิ่มจาก 30 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งหากบริษัทใดไม่สามารถเพิ่มทุนหรือปฏิบัติตามกฎ RBC ได้ ก็จะต้องเตรียมแนวทางอื่น เช่น การควบรวมหรือหาพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่
                ปัจจุบันธุรกิจประกันวินาศภัยมีมากถึง 64 บริษัท ซึ่งบริษัทที่มีเบี้ยประกันภัยเกินกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ถึงจะมีโอกาสรอดสูง แต่เท่าที่เห็นตอนนี้มีบริษัทที่เบี้ยไม่ถึง 1,000 ล้านบาท กว่าครึ่ง ที่เสี่ยงจะไปไม่รอด ยิ่งถ้ามีแรงบีบจากการเปิดเออีซี น่าจะเป็นปัจจัยให้บริษัทต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งมากขึ้น
                เขากล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาก็มีบริษัทจากต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนทั้งในธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยในไทยค่อนข้างมาก เพราะมั่นใจในศักยภาพการเติบโตของธุรกิจนี้ หากดูจากสัดส่วนของเบี้ยประกันภัยรวมต่อจีดีพี ที่อยู่ระดับไม่สูงนักประมาณ 5.6% เท่านั้น จึงมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก ดังนั้นในปี 2558 น่าจะเห็นความต้องการซื้อกิจการของ
                นักลงทุนต่างชาติในธุรกิจประกันภัยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจจะเห็นบริษัทประกันวินาศภัยรายเล็กๆ ภายในประเทศควบรวมกิจการกันเองเพิ่มขึ้นเช่นกัน
                ด้านนายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงาน คปภ. กล่าวว่า ระยะนี้ถือเป็นโอกาสดีที่บริษัทประกันวินาศภัยรายเล็กจะหาพันธมิตรใหม่กันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นประกันยกระดับคุณภาพทั้งด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ
                นางสาวนิตยา พิริยะธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสามัคคีประกันภัย กล่าวว่า การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มเอซ ส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการรับประกันภัยเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า จากระดับประมาณ 300 ล้านบาทต่อราย เพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาทต่อราย ซึ่งจะทำให้รับประกันภัยงานของบริษัทใหญ่ เพราะสามารถส่งงานต่อไปยังกลุ่มเอซในภูมิภาคได้
                ดังนั้น ในอนาคตผลดำเนินงานของบริษัทเติบโตสูงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนโยบายของกลุ่มเอซก็เน้นการทำกำไรเป็นอันดับหนึ่ง
                คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากลุ่มเอซจะเก่งเรื่องงานขายประกันผ่านโทรศัพท์ แต่แท้จริงแล้วกลุ่มเอซมีช่องทางจัดจำหน่ายที่เก่งในทุกด้าน ที่สำคัญมีทุนที่ค่อนข้างหนา จากนี้ เราจะนำจุดแข็งในด้านต่างๆ มาใช้ร่วมกับสามัคคีประกันภัยมากขึ้น เดิมเราเป็นลูกแบงก์ แต่ตอนนี้ผู้ถือหุ้นเปลี่ยน เราต้องการขยายงานไปยังช่องทางอื่นๆ มากขึ้นเพื่อให้พอร์ตสมดุล ซึ่งช่องทางที่มีศักยภาพสูงคือตัวแทน" นางสาวนิตยากล่าว
                สำหรับการขยายตัวแทนของบริษัทมีเป้าหมายเพิ่มขึ้น 2,000-2,500 คนในปีหน้า จากปีนี้มีประมาณ 1,000 คน ขณะที่ส่วนงานเดิมมี 3 ด้าน ได้แก่ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ และประกันภัยทรัพย์สิน ซึ่งแต่ละด้านมีสัดส่วนประมาณกว่า 30% ขณะที่ในระยะถัดไป บริษัทจะเข้าไปรับประกันภัยธุรกิจมอเตอร์ ธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงกลุ่มรายย่อยมากขึ้น
                ด้าน นายชัย โสภณพนิช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัทกรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า ในปี 2558 บริษัทพร้อมจะพิจารณาซื้อหรือควบรวมกิจการกับบริษัทประกันภัยอื่น โดยจะเน้นให้เกิดความคุ้มค่าทางธุรกิจ เช่น บริษัทที่สนใจมีช่องทางขายที่แตกต่าง หรือมีงานอื่นๆ ของเครือบริษัทที่น่าสนใจ ซึ่งรูปแบบเป็นไปได้ทั้งการควบรวมกิจการ หรือการเข้าไปถือหุ้น โดยขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของบริษัทนั้นๆ เป็นอย่างไร
                ปีหน้าการรวมกิจการของประกันภัยหรือหาผู้ร่วมทุนใหม่อาจเห็นมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทท้องถิ่น เพราะตอนนี้บริษัทต่างประเทศก็เข้ามาหมดแล้ว หากบริษัทท้องถิ่นไม่ขยับตัวก็น่าเป็นห่วง นายชัยกล่าว


ที่มา : http://www.mittare.com/

หน้าหลัก >> ชุมชนคนรักสุขภาพ >> ข่าวและกิจกรรมต่างๆ